ฉีดให้ใหญ่ ฝังมุก ผ่าเบนซ์

ฉีดให้ใหญ่  ฝังมุก ผ่าเบนซ์
ค่านิยมผิด ๆ
 ที่ผู้ชายไม่น่าเลียนแบบ

 

ปัจจุบันนี้ ..การฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศนั้นทางการแพทย์มีการทำศัลยกรรมจริง โดยโรงพยาบาลศัลยกรรมใหญ่ๆจะมีการฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ โดยราคานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของสารที่ใช้ในการฉีด ซึ่งสารเหล่านี้จะไม่มีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ไม่ทำให้เกิดการต่อต้านของร่างกาย ฉีดไปแล้วไม่เน่า ไม่อักเสบ แต่สารเหล่านี้จะไม่มีขายตามท้องตลาด ซึ่งต้องทำการสั่งจ่ายโดยแพทย์

และต้องทำการฉีดโดยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น

หากจะว่ากันถึงเรื่องเพิ่มขนาดเจ้าโลกหรืออวัยวะเพศชายให้ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะด้วยวิธีฉีดของเหลวซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไปนั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัย อย่างที่ปรากฎเป็นข่าวเป็นพักๆ ในทำนองว่า ฉีดเพิ่มขนาดเจ้าโลก แต่สุดท้ายเน่าจนเซ็กซ์เสื่อม!!!
วัยรุ่นไทยอายุระหว่าง 12-25 ปีมีการฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศกันมากขึ้น ส่วนใหญ่นั้นมีปัญหา คือ

1.อวัยวะเพศมีขนาดเล็ก

2.อยากรู้อยากลอง

3.ฉีดตามเพื่อนฝูง

4.ทดลองกันตามประสาวงกินเหล้า

สารต่างๆที่ใช้ฉีดกันส่วนใหญ่นั้นได้แก่

1.ขี้ผึ้ง

2.พาราฟิน

3.วาสลีน

4.น้ำมันมะกอก

5.ยูนิซัน

ซึ่งสารจำพวกนี้จะเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นสารที่มีการแข็งตัว และเป็นสารที่ร่างกายของคนเราไม่ต้องการจึงเกิดปฎิกริยาการขับสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย หากใครที่ฉ๊ดสาเหล่านี้ไปแล้ว 100%จะมีอาการอักเสบ เป็นแผล คัน บวม แดง แสบร้อน ปวด และอวัยวะเพศแข็งเป็นก้อน ไม่ได้ทรง และจะเกิดการอักเสบจนเน่าในที่สุด หาไม่รีบทำการรํกษาก็จะต้องทำให้ตัดอวัยวะเพศทิ้งทั้งหมด

ซึ่งสารเหล่านี้ที่ได้กล่าวไปข้างต้นเป็นสารที่อันตรายอย่างมากแต่วัยรุ่นปัจจุบันก็ยังนิยมฉีดกันอยู่ โดยปากต่อปากจะบอกว่าดี ไม่เน่า ไม่อักเสบ แต่แท้จริงแล้วสารเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังของคนเราตาย เสื่อมอายุ หรือเน่านั่นเอง

คำถามเกี่ยวกับขนาดของเอกบุรุษ เป็นคำถามที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาเป็นหมื่นปีแล้วครับ

ผู้ชาย 99.99% ได้ครับ ที่ต้องเคยมีความกังวลเกี่ยวรูปพรรณสันฐาณของส่วนสำคัญ
ค่าเฉลี่ยคนเอเชีย ก็ 3-5 นิ้วครับ อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้บ้างในบางคนแต่เป็นส่วนน้อย
parafinnoma คืออาการที่เกิดหลังจากที่คนไข้ เอาสารแผลกปลอมต่าง ๆ ฉีดเข้าไปในบริเวณอวัยวะเพศเพื่อจุดประสงค์ต้องการให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่ถาม ๆ ดูมักจะทำเพราะฟังเพื่อน ๆ เล่าต่อ ๆ กันมา บางคนไปฉีดมาใหม่ ๆ ก็เอามาอวดกันในวงเหล้า ไอ้คนที่มีน้อยกว่าก็เครียด เลยต้องสรรหาวิธีไปทำให้ใหญ่บ้าง

ผมอยู่รพ. ที่ต้องเจอคนไข้มาตรวจเรื่องนี้บ่อย ๆ
เจอกระทู้พวกนี้มากมาย

เรื่องขนาดนี้ สรรหากันมาเป็นพันปีแล้วครับ
ทั้งฉีด ทั้งผ่า ทั้งยา ทั้งนวด

ณ ปัจจุบันวิธีเดียวที่ยืนยันผลคือการผ่าตัดศัลยกรรมนะครับ
สถานที่ทำต้องเป็นโรงพยาบาลครับ
เดี๋ยวนี้ตามโรงพยาบาลเอกชนที่มีแผนกศัลยกรรมพลาสติกเค้ามีการผ่าตัดขยายแล้วครับ
ถ้าจำไม่ผิด รพ.ยันฮี 8 หมื่นครับ ทำโดยการฉีดไขมันเข้าไป ไม่อันตรายครับ แต่อยู่ได้ไม่นาน ไขมันก็จะถูกดูดซึมกลับไป ก็เหลือเท่าเดิมครับ เฉลี่ย 4-6 เดือน
ส่วนของรพ.ปิยะเวทนี่ 2 แสนครับ ทำโดยวิธีผ่าแล้วเอาเส้นใยทางการแพทย์ไปฝังรอบๆอวัยวะ แล้วกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกายมาพอกเกาะครับ อันนี้ผลที่ได้ก็จะเป็นธรรมชาติ แต่แพง

ส่วนที่ฉีดกันปาว ๆ ตามหน้านสพ.นี่ไม่ดีซักอันครับ เน่าหมด เล่นเอาน้ำมันมะกอกหรือพวกซิลิโคนมาฉีด ซึ่งของพวกนี้เป็นของแปลกปลอม พอฉดไป ร่างกายก็จะพยายามกำจัดออก ก็จะเริ่มเน่าครับ และก็ต้องมาเอาออกทีรพ.ครับ

ตอนนี้คิวผ่าตัดเอาไอ้ที่ฉีดออกนี่คนไข้ของโรงพยาบาลที่ผมอยู่คิวยาวถึงปี 58 แล้วนะครับ หมอไม่ได้แกล้งนะ แต่เพราะหมอศัลยกรรมจู๋ในรพ. มี 2 คน ต้องดูโรคทางเดินปัสสาวะของประชากรทั้งจังหวัด และต้องดูแลคนไข้พวกนิ่วและมะเร็งอันอื่นที่สำคัญกว่า ทั้งเรื่องไต เรื่องต่อมลุกหมาก ฉะนั้นพวกนี้รอได้ไม่รีบครับ ปวดก็ para อักเสบก็กินยาแก้อักเสบบรรเทาไปครับ รอจนกว่าจะถึงคิวผ่าตัด โรคอื่นสำคัญกว่าครับเช่นพวกมะเร็งที่ทำให้ถึงตายได้

ส่วนหลักการผ่าก็คือต้องเลาะเอาที่ฉีด ๆ เนี่ยออกให้หมด ก็คือลอกหนังออกทั้งลำแล้วเอาแกนไปฝังไว้ในถุงอัณทะครับเพื่อให้มันซ่อมแซมตัวเอง สรุปหลังผ่า ก็จะเหลือหัวไว้ยาว 1 นิ้ว ที่เหลืออยู่ในถุงไข่ครับ จากนั้นก็รอคิวผ่ารอบ 2 อีกซักครึ่งปีเพื่อเอาที่ฝังไว้ออกมาสู่ที่เดิม แล้วเอาหนังที่อื่นมาแปะแทนครับ

ทรมานนะ คิดเอา แถมหลังผ่าความรู้สึกหายหมด

ถามต่อว่ารู้ว่าเป็นแบบนี้ แล้วทำไมฮิต
ก็ต้องบอกว่าทีฮิตไปฉีดกัน เพราะเวลาคนไปฉีดเอามาโชว์ เอามาตอนยังดีอยู่ไงครับ แต่พอมันเน่าทุกคนปิดปากเงียบ ทำให้คนอื่นก็คิดว่าฉีดแล้วมีแต่ผลดี ก็เลยแห่ไปฉีดตามกันครับ แถมพวกนี้ที่ทำมักเป็นหมอเถื่อนครับ ประเภทแต่งตัวดี ๆ ถือกระเป๋าสีดำ แล้วไปประกาศว่า 500 ก็ใหญ่ได้ ให้ไปชวนกันมาทำเยอะ ๆ ยิ่งหลายคนยิ่งถูก อะไรพวกนี้อะครับ
อันนี้ผมขอเอาภาพคนไข้ที่มารักษามาแสดงให้เห็นก่อนนะครับ เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
พวกนี้พอมันไม่ใช่ของที่ร่างกายเรามีอยู่ ก็เลยเกิดการต่อต้านขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบอยู่ตลอด จนบวม แดงร้อน มีหนองออกมา เจ็บปวดมากมาย

ดังนั้นต้องเอาหนังตรงที่ฉีดนั่นออกครับ
พอเอาหนังที่เน่าออกไปแล้ว ก็จะเหลือตัวอวัยวะที่เป็นเนื้อล้วน ๆ ครับ จะเห็นว่าต้องเอาหนังที่เน่าออกไปหมดเลย จากนั้น จะปล่อยให้ตัวอวัยวะเพศไม่มีหนังคลุมไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องพยายามหาหนังมาปิดให้ วิธีที่ทำกันเป็นมาตรฐานก็คือเอาหนังตรงถุงอัณทะมาคลุมไว้ครับ

หลังคลุม ก็จะเต็มไปด้วยรอยเย็บแบบนี้แหละครับ

หลังจากเอาตัวอวัยวะไปฝังไว้แล้ว ก็ให้ผู้ป่วยกลับบ้านครับ เพื่อรอให้ตัวอวัยวะเพศฟื้นตัวครับ ซึ่งระหว่างนี้ตัวอวัยวะที่ถูกฝังไว้ในถุงอัณทะก็จะเป็นดังรูปครับ
กลายเป็นเต่าอย่างน้อย 3-6 เดือนครับ รอมันซ่อมแซมตัวเองและฟืนตัว

จากนั้นครบ 6 เดือน ก็ค่อยนัดผู้ป่วยมาผ่าเอาที่ฝังไว้นั่นออกมาครับ

ก็จะได้อวัยวะที่พอใช้งานได้ครับ
ดังนั้นจะเห็นว่าไม่ง่ายเลยนะครับ

เลยอยากให้หลาย ๆ คนที่อาจเคยจะคิดไปฉีดรีบเปลี่ยนความคิดนะครับ
ส่วนคนที่ไปทำมาแล้วก็รีบไปรักษาครับ ไม่งั้นมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งตามมาสูงครับ
จงพอใจในสิ่งที่ตนมีครับ

This slideshow requires JavaScript.

ปล.ภาพทุกภาพในบอรด์นี้ขออนุญาติจากคนไข้เพื่อนำมาเป็นวิทยาทานนะครับ กรุณาอย่านำไปทำซ้ำหรือเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติครับ

 

 

จู๋ ปวดแสบปวดร้อน

ทำอย่างไรดีถ้า เรามีอาการ แดง ปวด และคันที่องคชาติ?

 

 

ถ้าหัวขององคชาติของคุณ มีอาการอักเสบ เราเรียกว่าคุณมีภาวะ Balanitis คำๆ นี้มีที่มาจากภาษากรีก เมื่อเอ่ยถึงBalanitis หลายคนอาจจะกังวลมาก ว่าจะเป็นภาวะที่ค่อนข้างรุนแรง แต่อันที่จริงแล้วภาวะนี้มีหลายระดับของความรุนแรง

Balanitis ระดับอ่อนๆ อาจจะเกิดจากปัญหาทางสุขอนามัยพื้นฐาน เช่นถ้าผู้ชายไม่ถลกหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศลงมาที่คอขององคชาติเพื่อล้างทำ ความสะอาด จะเกิดการสะสมของสารที่มีลักษณะเหมือนเนยที่บริเวณนั้น เราเรียกสารนั้นว่า ขี้เปียก  หรือ Smecma และนี่อาจจะเป็นสาเหตุของการอักเสบติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ หัวของอวัยวะเพศได้ การแก้ปัญหานี้ก็คือการล้างทำความสะอาดบริเวณดังกล่าว อย่างนุ่มนวลด้วยน้ำอุ่นที่เติมเกลือไปเล็กน้อยพอให้มีรสชาติเหมือนน้ำทะเล

 

Balanitis ระดับอ่อนๆอีกอย่างที่พบได้ก็คือ ภาวะที่เกิดขึ้นทันทีที่เสร็จจากการมีเพศสัมพันธ์ และสามารถหายได้เองภายในหนึ่งวัน ภาวะนี้เป็นไปได้ ที่จะเกิดจากการแพ้ต่อเชื้อราที่ภายในช่องคลอดของฝ่ายหญิง ดังนั้นการรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอดของผู้หญิงจะช่วยกำจัดภาวะนี้ได้ ไม่ให้เป็นอีกในครั้งหน้าที่มีเพศสัมพันธ์กัน

Balanitis บางครั้งเกิดจากโรคผิวหนังบางอย่างเช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคสะเก็ดเงินสามารถมีรอยโรคเพียงที่อวัยวะเพศได้โดยไม่มีที่อื่นๆของผิวกาย เลยก็ได้ ที่อวัยวะเพศเราจะเห็นรอยโรคเป็นสีแดงและมันวาว (แต่ที่ตามผิวหนัง มักพบเป็นสะเก็ดลอก และเป็นสีมันเงิน) ในกรณีของโรคนี้ยาฆ่าเชื้อราก็จะไม่ได้ผลในการรักษาโรคนี้ แต่โรคนี้จะตอบสนองการรักษาในทางที่ดีด้วยการใช้ยาทาที่มีส่วนประกอบของ สเตียรอยด์

ควรตรวจสอบดูว่าสบู่หรือเจล อาบน้ำของคุณ เป็นสาเหตุของ Balanitis หรือไม่เพราะในบางครั้งภาวะนี้เกิดจากการที่ผิวหนังที่บอบบางของอวัยวะเพศมี ปฏิกิริยาแพ้ต่อน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ฟอกของสบู่ก็ได้ และไม่ควรใส่น้ำยาฆ่าเชื้อลงไปในน้ำที่อาบ เพราะสารชนิดนี้อาจจะมีความระคายเคืองต่อผิวอย่างมากได้

ถ้าอวัยวะเพศของคุณบวมมากและคันมากและแดงมาก คุณอาจจะมีการติดเชื้อราที่อวัยวะเพศ เช่นจากเชื้อราแคนดิด้า และในบางครั้งการติดเชื้อนี้ อาจจะเป็นสัญญาณแรกว่าคุณอาจจะเป็นโรคเบาหวานได้ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะนี้ขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและรับการรักษาด้วย ยาฆ่าเชื้อราทั้งยากินและยาทา โรคนี้สามารถหายขาดได้

คุณจะต้องทำอย่างไร เมื่อคุณเป็นโรค Balanitis

  • เปลี่ยนสบู่เป็นสบู่น้ำที่ไม่มีน้ำหอมผสม และใช้แต่ละครั้งในปริมาณไม่มากนักแล้วรีบล้างออกโดยเร็ว
  • ถ้าอาบน้ำแบบลงแช่ในอ่างให้ใส่ เกลือแกงสองกำมือลงไปในอ่างด้วย และไม่ควรใส่อย่างอื่นลงไปเช่นสบู่หรือน้ำมันหรือน้ำหอม
  • อย่าใช้สารเคมีที่มีความรุนแรงในการกัดผ้ามากๆใน การซักชุดชั้นในและควรล้างผงซักฟอกออกให้เกลี้ยงเกลาในการซักชุดชั้นในทุกครั้ง
  • ควรแนะนำให้คู่นอนของคุณไปทำการตรวจภายในเพื่อตรวจหาโรคเชื้อราในช่องคลอดที่อาจจะแอบแฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรค Balanitis ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์
  • ถ้าโรค Balanitis ของคุณดูรุนแรงและเรื้อรังมาก ควรไปพบแพทย์ และอาจจะขอให้ทำการตรวจหาโรคเบาหวาน และโรค สะเก็ดเงินด้วย

หัวไม่เปิด หัวไม่ถอก

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่เปิด สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรรู้

 

ภาวะนี้เป็นภาวะที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ บ่อยครั้งจะมีพ่อแม่พาลูกมาปรึกษาเรื่องที่ลูกมีปัญหา เจ็บบริเวณปลายอวัยวะเพศชาย และบางครั้งมีหนองไหล หรือหนองซึม เมื่อตรวจร่างกายเด็กบริเวณอวัยวะเพศพบว่า หนังหุ้มปลายของอวัยวะเพศของเด็กยังไม่เปิด จึงทำให้เกิดการหมักหมมอยู่ภายในช่อง ที่อยู่ระหว่างหัวของอวัยวะเพศและหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ อันเกิดจากการไม่ได้ล้างภายในนั้นเลยมาตลอดชีวิตจนถึงวันที่มาหาหมอ และเมื่อมีน้ำปัสสาวะไหลซึมเข้าไป วันดีคืนดีจึงเกิดการอักเสบขึ้น ภาวะนี้ผู้ปกครองบางท่าน ทั้งพ่อและแม่อาจจะไม่เคยทราบเลยว่าต้องดูแล เห็นว่าลูกปัสสาวะได้ตามปกติก็ไม่ได้สนใจ เมื่อไม่รู้ว่ามันเป็นปัญหา จึงไม่ได้ใส่ใจ จนที่ถึงวันที่มีการอักเสบแล้วจึงตกใจและพาเด็กมาหาแพทย์ (ภาวะนี้เด็กที่ครอบครัวนับถือศาสนาอิสลามมักไม่มีปัญหา เพราะศาสนาอิสลามเด็กทุกคนจะต้องได้รับการขลิบหนังหุ้มปลาย หรือที่เรียกว่า สุหนัต กันมาตั้งแต่เด็กเลย จึงง่ายแก่การทำความสะอาด)

วิธีการสังเกตหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของลูก

1. แบบที่หนังหุ้มปลายเปิดได้ดีมาตั้งแต่ต้น (ตั้งแต่เกิด) พวกนี้ถือว่าโชคดี ไม่ต้องทำการผ่าตัดใดๆ เพียงแต่เมื่อเด็กโตขึ้นจนพอจะรู้เรื่องบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยสอนให้เด็กถลกหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศล้างภายใน ทุกครั้งที่อาบน้ำ

2. แบบที่หนังหุ้มปลายเปิดบ้างแต่ยังไม่สุดดีนัก ยังมีบางส่วนที่ยังลงไม่สุด เด็กที่มีภาวะหนังหุ้มปลายเป็นแบบนี้นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องขลิบเช่นกัน เพียงแต่ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นค่อยๆ ถลกหนังหุ้มปลายลงเรื่อยๆ วันเล็กวันละน้อยในช่วงที่อาบน้ำเด็ก หรือสอนให้เด็กทำเองทุกๆ วันจนสามารถถลกหนังหุ้มปลายลงมาจนสุดที่คอ (ตรงที่หัวโตๆ) ของอวัยวะเพศได้ แล้วสอนให้ถลกลงมาล้างทุกครั้งที่อาบน้ำ

3. แบบที่หนังหุ้มปลายไม่สามารถถลกลงมาได้เลย และดูจะไม่มีโอกาสที่จะพยายามถลกลงมาได้เองเลย แต่ยังสามารถปัสสาวะได้ตามปกติ ปัสสาวะยังพุ่งได้ดี  เพราะรูเปิดยังพอมีให้ปัสสาวะผ่านออกมาได้ เด็กพวกนี้จำเป็นต้องได้รับการขลิบหนังหุ้มปลายอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ถึงกับรีบมาก อาจจะรอจนถึงปิดเทอม (ถ้าเข้าโรงเรียนแล้ว) แล้วค่อยไปทำก็ได้ แต่ถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นก็ยังสามารถหาหมอ เอายาปฏิชีวนะมาทานให้หายอักเสบก่อนได้ เมื่อพร้อมแล้วค่อยไปโรงพยาบาลเพื่อทำผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลาย

4. แบบที่หนังหุ้มปลายไม่สามารถถลกลงมาได้เลย และดูจะไม่มีโอกาสที่จะพยายามถลกลงมาได้เองเลย และรูเปิดตีบมากจนแทบปัสสาวะไม่ออก บางคนหนังหุ้มปลายโป่งเป็นลูกโป่งในขณะที่ปัสสาวะ เด็กพวกนี้จำเป็นต้องได้รับการขลิบหนังหุ้มปลายอย่างแน่นอน และควรจะรีบไปทำการผ่าตัดเลย เพราะเริ่มมีปัญหาต่อการขับถ่ายปัสสาวะแล้ว ไม่ควรรออีกต่อไป เพราะอาจจะมีอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะของเด็กได้ เช่นมีทางเดินปัสสาวะอักเสบอย่างรุนแรง ได้

การทำการผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศนั้น ในเด็กเล็กแพทย์อาจจะฉีดยา (ทางเส้นน้ำเกลือ) ให้เด็กหลับแล้วจึงทำ แต่ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจจะใช้เพียงแค่การฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วผ่าตัดเท่านั้น และหลังผ่าตัด จะสามารถกลับบ้านได้เลย ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แผลผ่าตัดมักจะหายภายใน 7-10 วัน และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดก็น่าจะไม่แพงมากเพราะเป็นผ่าตัดเล็ก และถ้าใช้บัตรทองน่าจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดครับ

สังคัง

สังคัง โรคที่มากับน้ำท่วม

 

 

เนื่องจากขณะนี้ได้มีภาวะน้ำท่วมอย่างมาก ในตอนกลางของประเทศไทย และเป็นน้ำท่วมที่มีน้ำท่วมขังยาวนานเป็นเดือนๆ จึงทำให้หลายท่านต้องใส่เสื้อผ้าที่เปียกแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้หลายคนเป็นโรคผื่นคันที่บริเวณภายในร่มผ้า โดยเฉพาะที่บริเวณขาหนีบหรืออวัยวะเพศ ที่คนไทยเราเรียกว่า โรคสังคัง นั่นเอง วันนี้เรามารู้จักโรคนี้กันดีกว่าครับ

 

โรคสังคังนั้นเป็นโรคการติดเชื้อราที่ ขาหนีบ การรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อราได้ผลดีมากๆ ถ้าเรารู้จักโรคนี้ดีเราจะรู้วิธีที่จะป้องกันโรคนี้ได้ครับ โรคสังคัง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ เชื้อราบางชนิดเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของโรคนี้  เชื้อราบางชนิดอาศัยอยู่เป็นปกติบนผิวหนังมนุษย์โดยไม่ก่อโรคให้แก่ผิวหนัง มนุษย์  แต่เมื่อสภาพของผิวหนังเปลี่ยนไป เชื้อราพวกนี้ก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในมนุษย์ สภาพของผิวที่ก่อให้เกิดโรคจากเชื้อราชนิดเหล่านี้คือ สภาพอุ่น แฉะ และขาดอากาศถ่ายเทของผิวหนังบริเวณนั้นๆ

อาการสำคัญของโรคนี้

 

อาการคัน แสบ ระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณรอยเนื้อพับที่เป็นจุดต่อของต้นขาและอวัยวะเพศ โรคนี้พบได้บ่อยในผู้ชาย ในบางครั้งอาจจะพบที่บริเวณถุงอัณฑะได้ด้วย ลักษณะของผื่นจะเป็นผื่นแดง คันขอบชัด มักจะเกิดกับต้นขาทั้งสองข้าง และมักจะลามลงมาที่ต้นขาด้วย และในบางครั้งผื่นนี้อาจจะลามไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย และในทางกลับกันผื่นนี้อาจจะเริ่มขึ้นที่อื่นๆ ของร่างกายแล้วลามมาขาหนีบก็ได้เช่น โรคเชื้อราที่เท้าของนักกีฬาที่เกิดจากการอับลามมาก็ได้

โรคเชื้อราชนิดนี้จะไม่ลามไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกายที่ลึกไปกว่าผิวหนัง ดังนั้นโรคนี้จึงไม่มีอันตรายใดๆ

การรักษา

คุณสามารถซื้อยาทาฆ่าเชื้อราตามร้านขายยามาทาเองก็ได้ หรือไปหาหมอเพื่อรักษาก็ได้ ในท้องตลาดตามร้านขายยาจะมียาทาพวกนี้อยู่มาก ทั้งชนิดของตัวยาและยี่ห้อ เช่น Terbinafine, Clotrimazole, Econazole, Ketoconazole, Miconazole ฯลฯ ส่วนใหญ่ยาพวกนี้สามารถรักษาโรคสังคังให้หายได้ครับ

คำแนะนำในการใช้ยาทา

  • ทาบริเวณผื่นแดง และทาให้เกินไปจากผื่นอีกสัก 4 – 6 เซนติเมตร โดยรอบ
  • จำนวนครั้งในการทาขึ้นกับชนิดของยาทา ให้อ่านจากเอกสารกำกับยาให้ละเอียดครับ
  • ทาต่อเนื่องจนกว่าผื่นจะหาย 100% แล้วทาต่อหลังจากนั้นอีกสัก 5 วัน
  • ถ้าผื่นบริเวณผิว หนังนั้นดูอักเสบมาก อาจจะต้องใช้ยาทาที่มีส่วนประกอบของยาฆ่าเชื้อรา และยาสเตอรอยด์ เพื่อให้หายเร็วขึ้นแต่ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้เกินกว่า 7 วัน หลังจากนั้นให้ใช้ยาฆ่าเชื้อราเดี่ยวๆ ต่อจนกว่าจะหาย และห้ามใช้ยาที่เป็นยาสเตอรอยด์อย่างเดียวทา เพราะนอกจากจะไม่หายแล้วผื่นยังจะลามมากขึ้นด้วย ในบางรายที่มีผื่นจำนวนมาก และความรุนแรงของโรคมาก อาจจะใช้ยากินฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แต่ควรจะให้แพทย์สั่ง เพราะยาฆ่าเชื้อรากินบางชนิดมีผลต่อตับมากครับ

การป้องกันโรคสังคัง

  • ล้างทำความสะอาดขาหนีบทุกวันเวลาอาบน้ำ หลังจากนั้นทำผิวหนังบริเวณนั้นให้แห้ง เรื่องการทำให้แห้งนี้สำคัญมากในการป้องกันโรคนี้ การทำให้แห้งอาจจะโดยการเช็ดซับด้วยผ้า การเป่าด้วยพัดลม การเป่าด้วยเครื่องเป่าผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีขนบริเวณนั้นมากๆ
  • เปลี่ยนชุดชั้นในเช่น กางเกงลิงทุกวัน เพราะเชื้อราสามารถสะสมอยู่ในเสื้อผ้าที่ไม่สะอาดได้
  • ถ้าเป็นโรคเชื้อราที่ง่ามเท้า ให้รีบรักษาเพราะมันสามารถกระจายมายังง่ามขาเป็นโรคสังคังได้ การรักษานั้นใช้ยาครีมแบบเดียวกับที่ใช้รักษาสังคัง
  • อย่าใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูร่วมกับคนอื่นๆ และควรซักผ้าเช็ดตัวของตนเองบ่อยๆ

 

 

อัณฑะอักเสบ และ ท่อเก็บเชื้ออสุจิอักเสบ

มารู้จักโรคลูกอัณฑะอักเสบ และ ท่อเก็บเชื้ออสุจิอักเสบกันไหมครับ?

 

 

ก่อนอื่นมารู้จักอัณฑะและท่อเก็บตัวอสุจิกันก่อน

ผู้ชายโดยทั่วไปนั้นมีลูกอัณฑะสองลูก(บางคนมีลูกเดียว คนไทยเรียกว่าทองแดง ที่มีลูกเดียวเพราะอีกลูกไม่ย่อมลงมาที่ถุงอัณฑะ เช่นอาจจะหลบอยู่ที่ขาหนีบ หรือท้องก็ได้) แต่ละลูกจะอยู่ในแต่ละข้างของถุงอัณฑะ มีหน้าที่ในการผลิตเชื้ออสุจิและฮอร์โมน ตัวอสุจิจะถูกเก็บกักไว้ที่ Epididymis(ท่อที่อยู่บริเวณด้านข้างส่วนบนของลูกอัณฑะ) เรียกว่าท่อเก็บตัวอสุจิ และรอให้ตัวอสุจิเจริญเติบโตเต็มที่ ก่อนที่เชื้อจะถูกส่งไปที่ท่อนำเชื้ออสุจิ (Spermatic duct)

แม้ว่าลูกอัณฑะและท่อเก็บกักตัวอสุจิ (Epididymis) จะมีตำแหน่งทางกายภาพที่ใกล้เคียงกันและใช้ผนังหุ้มบางส่วนด้วยกัน แต่การอักเสบติดเชื้อที่อวัยวะสองอย่างนี้ มักจะมีอาการที่แตกต่างกันครับ

เบื้องต้นเรามารู้จักการอักเสบของลูกอัณฑะ(Orchitis)กันก่อนว่าเป็นอย่างไรนะครับ

การอักเสบของลูกอัณฑะ(Orchitis) คือการมีการอักเสบที่เนื้อเยื่อของลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้างพร้อม กัน ตัวอย่างที่พอจะทำให้นึกได้ง่ายที่พบบ่อยคือภาวะ การอักเสบของลูกอัณฑะ ที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคคางทูม (Mump) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง โดยผู้ที่เป็นโรคคางทูมจะมีอาการบวมของต่อมน้ำลายหน้าหู(Parotid gland) ภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่ถุงอัณฑะนี้อาจจะเป็นข้างเดียวหรือ สองข้างพร้อมๆกันก็ได้

แล้วมันจะมีอาการอย่างไรบ้างเล่า?

ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากเกิดโรคคางทูม ในคนไข้บางคน จะเกิดอาการปวดบวมที่ลูกอัณฑะ และจะปวดมากขึ้นตอนเดิน และลูกอัณฑะจะมีอาการบวมแดงและร้อน คนไข้อาจจะมีไข้เกิดขึ้นได้ และอาการนี้อาจจะเกิดขึ้นต่อไปได้ถึง 1 สัปดาห์

จะมีการรักษาอย่างไรได้บ้างในโรคลูกอัณฑะอักเสบที่เกิดจากโรคคางทูมนี้

-นอนพักผ่อนให้มากๆประมาณ หนึ่งสัปดาห์

-อาการปวดเวลาเดินสามารถลดลงได้ด้วยการใส่สายรัดพยุงอัณฑะข้างที่บวมและปวดไม่ให้ห้อยลง และแกว่งไกวจนทำให้ปวด

-สามารถใช้ยาแก้ปวดได้ แต่ยาปฏิชีวนะไม่มีความจำเป็นต้องทาน

-ในผู้ชายบางคน(จำนวนน้อย) ที่เกิดภาวะอัณฑะอักเสบจากการเป็นคางทูมอาจจะเกิดภาวะ การมีบุตรยากขึ้นได้

ดังนั้นผู้ชายที่เกิดอัณฑะอักเสบควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา

-การฉีดยา แกมม่าโกลบูลิน อาจจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ การมีบุตรยากได้ ในคนไข้ที่มีการอักเสบของลูกอัณฑะจากโรคคางทูม แต่อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่พิสูจน์แน่ นอนว่าได้ประโยชน์จริงๆ

-ในปัจจุบันนี้ เด็กๆทุกคนที่มีอายุ 9-15 เดือน จะได้รับวัคซีนที่เป็นเข็มรวมระหว่างโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม

อะไรคือภาวะ การอักเสบของท่อเก็บเชื้ออสุจิ (Epididymitis)

การอักเสบของท่อเก็บน้ำเชื้ออสุจิ เป็นโรคที่พบบ่อยกว่าโรคอัณฑะอักเสบ การอักเสบของท่อเก็บน้ำเชื้ออสุจิมักจะเกิดจากภาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ในอดีตเชื้อโกโนเรียหรือหนองในแท้ เป็นสาเหตุของโรคที่พบบ่อยที่สุด ในปัจจุบันเชื้อที่พบบ่อยคือเชื้อ คลาไมเดีย แต่อย่างไรก็ตามในหลายๆรายของคนไข้ก็ตรวจไม่เจอเชื้อก่อโรคที่ชัดเจนครับ

โรคนี้จะมีอาการอย่างไร?

คนไข้มักจะมีอาการอย่างเฉียบพลัน อาการจะมีดังนี้ก็คือ

มีอาการไข้สูงอย่างเฉียบพลันและหนาวสั่น

มีอาการปวดและบวมที่บริเวณท่อเก็บเชื้ออสุจิ

และมีอาการแดงร้อนที่ผิวหนังของถุงอัณฑะ

ในบางครั้งบางคราวอาจจะมีอาการปวดท้องกระเพาะร่วมด้วย และมีอาการไม่สบายตัว และอาจจะอาเจียนได้

บางครั้งอาจพบ อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยได้ อาการก็คือ มีอาการปวดแสบท่อปัสสาวะเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย

การอักเสบอาจจะเกิดขึ้นที่ลูกอัณฑะร่วมด้วยได้ จึงมีการเรียกชื่อรวมโรคว่า Epididymo-orchitis

เราจะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร?

การติดเชื้อและอาการของโรคนี้อาจจะดำเนินไปได้ถึง 8-10 วัน ในระหว่างนี้ผู้ป่วยนอนพักอยู่บนเตียงมากๆ และควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อที่พบบ่อย

หลังจากการรักษานั้นอุณหภูมิร่างกายก็จะเริ่มกลับลงมาสู่ระดับที่ปกติ อาการปวดจะน้อยลง และอาการบวมจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนหายไป ในบางครั้งเราอาจจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่ยาวหน่อย เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าเชื้อโรคได้ถูกกำจัดไปหมดไปแล้ว

อย่างไรก็ตามอาจจะต้องใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ ที่อัณฑะจะมีความรู้สึกว่าปกติ 100% เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตามในรายคนไข้ที่มีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงมาก อาจจะต้องส่งคนไข้ไปนอนโรงพยาบาล เพื่อที่จะได้รับยาแก้ปวดที่แรงขึ้น และได้ยาปฏิชีวนะที่ฉีดเข้าทางเส้นเลือดแทนยากินหรือให้ร่วมกัน

การตรวจพิเศษในระบบทางเดินปัสสาวะอาจจะมีความจำเป็นในรายที่เป็นกลับซ้ำ หรือคนไข้ที่มีอาการทาง ทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

หนองในเทียมในผู้ชาย

หนองในเทียมในผู้ชาย (Non specific urethritis)

 

 

หนองในเทียมในผู้ชาย ( Non specific urethritis )
อะไรคือหนองในเทียม
หนองในเทียมคือภาวะที่เกิดการอักเสบและบวมของท่อปัสสาวะผู้ชาย มีลักษณะอาการคล้ายโรคหนองในจากเชื้อโกโนเรีย แต่สาเหตุไม่ได้เกิดจากเชื้อโกโนเรีย ผู้ที่สำส่อนทางเพศมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้

อะไรทำให้เกิดภาวะนี้
หนองในเทียม อาจจะเกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ก็ได้ เช่นเชื้อ Clamydia trachomatis (พบเป็นเชื้อก่อโรคนี้ที่พบบ่อยที่สุด ) ,Mycoplasma , หรือเชื้อไวรัส เริม หรืออาจจะมีการติดเชื้อหลายๆชนิดพร้อมๆกันเลยก็ได้ ในบางรายเราอาจจะไม่ทราบชนิดของเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบเลยก็ได้ การติดเชื้อ เราอาจจะติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อแล้วไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน นอกจากนี้การมีท่อปัสสาวะอักเสบอาจจะเกิดจากการที่เรา แพ้สารเคมีต่างๆที่สัมผัสกับท่อปัสสาวะเช่น สบู่อาบน้ำ สารเคมีในช่องคลอดผู้หญิง สารฆ่าเชื้ออสุจิในถุงยางอนามัย เป็นต้น นอกจากนี้การอักเสบของท่อปัสสาวะอาจจะเกิดจาก การบาดเจ็บกระทบกระแทก หรือจากอุบัติเหตุ หรือแม้แต่การแพ้ยา เช่น  ใน Stevens-Johnson syndrome ก็ทำให้เกิดท่อปัสสาวะอักเสบได้
อาการและอาการแสดงของโรคนี้
-อาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้
-มีอาการปัสสาวะบ่อย
-มีอาการไข้ได้
-อาจจะปวดท้องได้
-มีอาการปวดแสบท่อปัสสาวะ
-มีอาการปวดหรือคันที่อวัยวะเพศ
-มีอาการเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
-มีหนองสีขุ่น หรือเหลืองเขียว ไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
เราจะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร
ถ้าท่านมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ท่านอาจจะได้รับคำแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น
-ตรวจเลือด
-การตรวจน้ำจากท่อปัสสาวะ โดยการนำเอาไม้พันสำลีเล็กๆสอดเข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อเก็บน้ำจากภายในท่อปัสสาวะมาตรวจอาจจะพบเม็ดเลือดขาวและเชื้อก่อโรค ในกรณีที่มีการอักเสบในท่อปัสสาวะจากเชื้อแบคทีเรีย
-การตรวจปัสสาวะ โดยปัสสาวะที่ตรวจเราอาจจะให้ผู้ป่วยอั้นไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เราอาจจะพบเม็ดเลือดขาวหรือเชื้อก่อโรคในกรณีที่มีการอักเสบในท่อปัสสาวะจากเชื้อแบคทีเรีย
เราจะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร
-ถ้าสาเหตุของโรคเกิดจากการติดเชื้อ ก็ใช้ยาปฏิชีวนะที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อนั้นๆ ( ควรปรึกษาแพทย์ )
-ในบางรายอาการต่างๆอาจจะหายไปได้เองโดยที่ยังไม่ได้รับการรักษา นั่นอาจจะหมายถึงว่า โรคหายเองแล้ว หรือ โรคยังอยู่และสามารถแพร่โรคต่อไปให้คนอื่นได้เพียงแต่เราไม่มีอาการเท่านั้น
-ถ้าเราเป็นโรค เราควรตามบุคคลที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วย และไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ในช่วง 60 วันที่ผ่านมามาเข้ารับการตรวจรักษาโรคนี้ด้วย
-การนั่งแช่ในน้ำอุ่น (ในกาละมังใหญ่ๆ ) อาจจะช่วยลดอาการปวดท่อปัสสาวะได้บ้าง
เราจะป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร
-ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่แน่ใจว่าจะปลอดเชื้อ
-ไม่มีเพศสัมพันธ์ ( รวมทั้งเพศสัมพันธ์ทางปากด้วย ) กับคนที่กำลังเป็นโรคท่อปัสสาวะอักเสบ
-ถ้าท่านกำลังเป็นโรคท่อปัสสาวะอักเสบอยู่ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่ก็ตาม ควรรอจนกว่าจะรักษาโรคให้หายสนิทก่อนทั้งตัวท่านเองและคู่นอนของท่านด้วย

หูดที่อวัยวะเพศ

หูดที่อวัยวะเพศ (Genital wart)

 

 

หูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart )
อะไรคือหูดที่อวัยวะเพศ ( Genital wart ) ?
หูดที่อวัยวะเพศ คือ ก้อนเนื้อแปลกปลอมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นที่บริเวณรอบๆรูทวารและอวัยวะเพศหญิงหรือชาย ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Condyloma accuminata หรือหูดหงอนไก่ น้อยครั้งมาก ที่จะพบที่ในช่องปาก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HPV virus หรือ Human papilloma virus

 

เราจะได้รับเชื้อไวรัสหูดที่อวัยวะเพศ ( Genital wart ) นี้มาจากไหน ?
การติดเชื้อ ไวรัส HPV นี้พบได้บ่อย คนเราอาจจะได้ไวรัสนี้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อนี้ หรือเด็กทารกได้รับเชื้อนี้จากมารดาของตนเอง ในขณะคลอดทางช่องคลอดที่มีเชื้อนี้

คู่นอน (คู่เพศสัมพันธ์) ที่มีคนหนึ่งเป็นโรคนี้ จำเป็นต้องเป็นโรคนี้ (คือมีก้อนหูดขึ้นที่อวัยวะเพศ ) ด้วยหรือไม่ ?
2 ใน 3 ของคนที่มีคู่นอนที่มีหูดที่อวัยวะเพศ ( Genital wart ) จะมีก้อนหูดขึ้นด้วย ภายใน 9 เดือน แต่คนที่ไม่มีเนื้อหูดขึ้น อาจจะมีเชื้อไวรัสนี้แอบแฝงอยู่อย่างเงียบๆก็ได้
การใช้ถุงยางอนามัยนั้นสามารถป้องกันเชื้อไวรัสหูดได้ แม้ในคู่นอนที่มีหูดขึ้นแล้วทั้งคู่ก็ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดภาวะการติดเชื้อกันไปมาซ้ำซาก

ทำไมคู่นอนของเราถึงไม่เป็นหูดที่อวัยวะเพศ ( Genital wart )ทั้งที่เราเป็น ?
มีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับเชื้อหูดที่อวัยวะเพศ ( Genital wart )แล้ว ไม่สำแดงอาการใดๆออกมาเลย เรียกว่าอยู่ในระยะแอบแฝง ( Latent period ) ระยะนี้ จะเปลี่ยนมาเป็นระยะที่มีอาการ หรือไม่ก็ได้ และในปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า คนที่มีเชื้อไวรัสนี้แอบแฝงสามารถนำเชื้อนี้ไปติดคนอื่นได้หรือไม่ และมากเท่าไร

หูดที่มือของเรา หรือมือของคู่นอนของเรา สามารถติดมาที่อวัยวะเพศของเราได้หรือไม่ ?
เชื้อไวรัสหูด (  HPV ) นั้นมีหลายสายพันธุ์ เชื้อหูดที่อวัยวะเพศของเราเป็นคนละสายพันธุ์กับหูดที่ส่วนอื่นๆของร่างกายเรา นั่นคือ หูดที่มือของเราก็จะไม่ติดไปที่อวัยวะเพศของเรา และหูดที่อวัยวะเพศของเราก็จะไม่ติดไปที่มือของเราเช่นกัน

เรา (และคู่นอนของเรา) ควรตรวจการตรวจอย่างอื่นด้วยหรือไม่ถ้าเราเป็นหูดที่อวัยวะเพศ ?
แน่นอนเรา (และคู่นอนของเรา) ควรตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆด้วย เพราะถ้าเราติดเชื้อหูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) ได้เราก็ติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นได้เช่นกัน

โรค หูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) สามารถรักษาได้หรือไม่ ?
หูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) สามารถรักษาได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้
-การใช้ความเย็นทำลาย
-การทำลายด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หรือ เลเซอร์
-การจี้ทำลายด้วยสารเหลว เช่น จี้ด้วย Podophyllin in tincture benzoid 25% ทาที่หูดแล้วทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงจึงล้างออก ทำซ้ำ ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้า 4 ครั้งไม่หายให้เปลี่ยนวิธีการรักษา (ห้ามใช้ในคนตั้งครรภ์)
แม้ว่าจะได้กำจัดหูดที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นไปแล้ว แต่อาจจะมีเชื้อไวรัสที่ยังหลงเหลืออยู่ที่ผิวหนังบ้างได้ ดังนั้นการรักษาหูดบางครั้งอาจจะจำเป็นต้องได้รับการรักษาหลายครั้งจึงจะหายขาด

มีภาวะอะไรไหมที่กระตุ้นให้หูดกำเริบขึ้นมาได้ ?
มี เช่น ภาวะการตั้งครรภ์ สามารถกระตุ้นให้หูดกำเริบขึ้นมาได้ ในคนที่เคยมีประวัติเป็นหูดมาก่อนแล้วและได้รับการรักษาจนหายแล้ว หรือแม้คนที่ไม่เคยมีหูดมาก่อนเลยก็พบได้บ่อยขึ้นในการที่จะเป็นหูดในช่วงของการตั้งครรภ์

เมื่อเราติดเชื้อนี้แล้ว จะมีวันที่ไวรัสนี้ จะหมดไปจากตัวเราหรือไม่ ?
ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนที่มีเชื้อนี้ในระยะแอบแฝงคือไม่มีก้อนหูดให้เห็น จะยังคงมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายไปอีกนานเท่าไร หรือจะมีไปตลอดชีวิตเลยหรือไม่ ยังไม่มีความแน่ชัดในเรื่องนี้

เชื้อไวรัสหูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้หรือไม่ ?
เชื้อ HPV บางสายพันธุ์ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เช่น สายพันธุ์ 16,18
(ส่วนสายพันธ์ 11,6 ทำให้เกิด หูดหงอนไก่ หรือ Genital wart )

การมีเชื้อไวรัสนี้และเป็นคนที่สูบบุหรี่ด้วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าคนที่มีเชื้อนี้แล้วไม่ได้สูบบุหรี่

ชายที่ติดเชื้อเอดส์แล้วมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มี หูดที่อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก ( Anogenital wart ) ทางทวารหนัก มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่ที่ทวารหนักมากขึ้น

ผู้หญิงที่มีหูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) มีความจำเป็นต้องทำ pap smear บ่อยขึ้นหรือไม่ ?
ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่ยืนยันว่าหญิงที่มีหูดที่อวัยวะเพศ  ( Genital wart ) มีความจำเป็นต้องตรวจ pap smear บ่อยครั้งกว่าคนที่ไม่มีหูด ยกเว้นคนคนนั้นเคยตรวจ  pap smear แล้วพบเซลล์ผิดปกติในครั้งก่อน แบบนี้ควรตรวจ pap smear ให้บ่อยขึ้น

มีการป้องกันโรคนี้ด้วยวัคซีนหรือไม่ ?
ในประเทศไทยปัจจุบันมีวัคซีนที่ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก และ โรคหูดหงอนไก่(สำหรับเพศหญิง)แล้ว ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านของท่าน